ขออภัยที่หายไปซักพักเลยครับ เนื่องจากเปิดเทอมมางานเยอะมาก คณะผมเรียน 6 วัน แถมยังเร่งสอบไฟนอลต้นเมษาอีก กลายเป็นว่ามีเวลาเรียนทั้งเทอมแค่ 3 เดือนเท่านั้น ไม่รู้จะรีบกันไปไหน 555
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและคอมเมนต์!!!
จุดประสงค์ของผมคือ ในปัจจุบันมีมิจฉาชีพจำนวนมากที่ใช้สิ่งเหล่านี้ในการหากิน(ผมไม่ได้บอกว่าหมอดูทุกคนเป็นมิจฉาชีพ) ผมอยากให้เพื่อนๆสมาชิกได้มองอีกมุมนึงและใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการไตร่ตรองก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไปครับ
จากภาคที่แล้วผมได้พูดวิธีการที่หมอดูจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ตนเองไปแล้ว ในภาคนี้ผมจะพูดถึงการทำนายของหมอดูหรือแม้กระทั่งดวงชะตาที่ตีพิมพ์ตามหนังสือต่างๆมากมาย ถ้าพร้อมแล้วเริ่มกันดีกว่า
เชื่อหรือไม่ว่าเคยมีผลการทดลองของต่างประเทศโดยใช้นักทำนาย 742 คน ใช้ดวงชะตา 1,407 คน ทำการทดลองทั้งหมด 54 ครั้ง ผลที่ได้ออกมาปรากฎว่าการทำนายมีความถูกต้องเพียง 51.7% เท่านั้น มากกว่าการทอยเหรียญเพียง 1.7% แต่ทำไมเวลาเราไปดูดวง ถึงรู้สึกเหมือนว่าคำทำนายต่างๆเหล่านั้นถูกต้องแทบจะร้อยเปอร์เซ็น ผมจะมาเล่าให้ฟังกัน
ผมขอแบ่งปัจจัยต่างๆออกเป็นข้อๆเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจครับ
1. ประโยคกำกวมหรือคำพยากรณ์ที่ไม่ชี้เฉพาะ (Barnum statement/Forer effect) คำทำนายที่กำกวมไม่ชัดเจน แปลได้หลายความหมาย หรือแม้แต่คำพูดที่ไม่มีทางผิด ผมขอยกตัวอย่าง หมอดูบอกคุณว่า "คุณกำลังจะมีการเดินทางในอนาคตอันใกล้" ประโยคนี้มันจะไม่มีอะไรเลยถ้าไม่ได้ออกมาจากปากของหมอดูที่ทำให้คุณศรัทธาในตัวเค้าไปแล้วด้วยวิธีจากภาค 1 การเดินทางเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นของคุณจะทำให้นึกถึงคำทำนายนี้แล้วคิดว่า "เห้ย แม่งแม่นว่ะ" ผมถามจริงๆเถอะว่า จะมีซักกี่คนที่ไม่เคยเดินทางเลยในช่วง 1 เดือน? คำตอบคือไม่มี!! คนทุกคนต้องเดินทางอยู่เสมอ ใน 1 เดือนต้องมีซักครั้งแหละที่คุณต้องเดินทางไปไหนผิดจากชีวิตประจำวัน นั่นคือหลุมพรสงอย่างแรก อย่างที่ 2 คือคำว่า"ใกล้" ใกล้คืออะไร ช่วงเวลาเท่าไหร่ 1 อาทิตย์? 1 เดือน? 1 ปี? หรือ 10 ปี?
2.ไบแอสยืนยัน (Confirmation Bias)
เริ่มต้นด้วยโจทย์ปัญหาละกัน
สมมุติว่ามีการ์ดวางอยู่บนโต๊ะ 4 ใบ โดยการ์ดแต่ละใบจะมีตัวเลขอยู่หน้าหนึ่ง และตัวอักษรอยู่อีกหน้าหนึ่ง ตอนนี้คุณเห็นแค่ด้านบนของการ์ด 4 ใบนี้ ซึ่งได้แก่ 2, 3, A และ B
ถ้าคุณต้องการทดสอบกฏที่ว่า “การ์ดทุกใบที่มีเลขคู่อยู่ด้านหนึ่ง จะมีสระ (A, E, I, O, U) อยู่อีกด้านหนึ่ง” คุณต้องพลิกดูการ์ดทั้งหมดกี่ใบ และใบไหนบ้าง?
ให้เวลาคิดสักครู่
ผมเดาว่าคนส่วนใหญ่คงตอบว่า เปิดดูการ์ดที่เขียนว่า 2 กับ A
ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด
คำตอบที่ถูกคือ เปิดดูการ์ดที่เขียนเลข 2 เพื่อดูว่าข้างหลังเป็นสระหรือไม่ และเปิดดูการ์ดที่เขียนตัว B เพื่อดูว่าอีกด้านเป็นเลขคู่หรือไม่ ถ้าหลังการ์ด B เป็นเลขคู่ กฏนี้ก็จะผิดทันที (ส่วนการ์ด A ไม่ต้องเปิดดูก็ได้ เพราะว่ามันไม่มีผล คือถึงแม้ข้างหลังจะเป็นเลขคี่ มันก็ไม่เกี่ยวกับกฏนี้) คนส่วนใหญ่จะมองข้ามการ์ด B ทั้ง ๆ ที่มันมีข้อมูลที่สำคัญพอ ๆ กันอยู่
โจทย์นี้มาจากการทดลองทางจิตวิทยาอันหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึง “Confirmation Bias” หรือ”ไบแอสยืนยัน”ในการคิดของมนุษย์ คำนี้แปลมาจากศัพท์เทคนิคทางจิตวิทยาเลยอาจจะรู้สึกเข้าใจยากเล็กน้อย แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนเลย คำว่าไบแอสหมายถึงการเอนเอียงหรือมีแนวโน้มไปทางเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในที่นี้ไบแอสยืนยันก็หมายถึง “แน้วโน้มของคนในการมองหาหลักฐานที่ยืนยันหรือสนับสนุนความคิดตนเอง มากกว่าการหาหลักฐานขัดแย้ง”
ในเรื่องการดูดวง ไบแอสนี้จะเข้ามามีผลอย่างมาก ในคำทำนายเรื่องราวหรือนิสัยต่าง ๆ เช่น สมมุติว่ามีหมอดูทำนายนิสัยเราว่าเราเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เราก็จะพยายามนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ยืนยันคำทำนายนี้ แต่ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่มีใครเข้ากับคนทุกคนได้ร้อยเปอร์เซนต์ หรือเข้ากับคนไม่ได้เลยสักคนอยู่แล้ว ทุกคนก็ต้องเคยมีบางเวลาที่รู้สึกว่าสามารถเข้ากับคนอื่นได้ดี และบางเวลาที่รู้สึกอยากอยู่คนเดียว แล้วพอเราได้ฟังคำทำนายนี้เราก็จะมองหาแค่หลักฐานที่สนับสนุน(ซึ่งอย่างไรมันก็ต้องมีอยู่แล้ว) ผลลัพธ์เลยกลายเป็นว่าคำทำนายเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะแม่นยำ ในเรื่องราวหลาย ๆ อย่างนั้น ถ้าต้องการหาแต่หลักฐานยืนยัน อย่างไรมันก็ต้องพบบ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือหลักฐานขัดแย้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเรามักจะลืมนึกถึงไป
3.ความสะดวกในการนึกถึง (Availability)
ผมมีโจทย์ตัวอย่างอีกข้อครับ
คุณคิดว่าคำศัพท์ในข้อไหนมีจำนวนมากกว่ากัน?
1. คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ขึ้นต้นด้วยตัว r (เช่น road)
2. คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีตัว r เป็นตัวอักษรตัวที่สามในคำ (เช่น car)
คนส่วนใหญ่(รวมถึงตัวผมเอง)จะคิดว่าคำที่มีตัว r ขึ้นต้นมีมากกว่า ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด นักจิตวิทยาซึ่งเป็นผู้ทำการทดลองที่ถามคำถามนี้ คือเดเนียล คาห์เนมัน (Daniel Kahneman) และ เอมอส ทเวอร์สกี (Amos Tversky) ได้เสนอคำอธิบายว่า เวลาคนพยายามจะนึกว่าคำกลุ่มไหนมีมากกว่ากันนั้น วิธีหนึ่งที่คนมักจะใช้คือการลองนึกคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว r กับคำที่มีตัว r เป็นตัวที่สามขึ้นมาหลาย ๆ คำ แล้วถ้านึกคำกลุ่มไหนออกได้สะดวกกว่า ก็จะสรุปว่าคำกลุ่มนั้นมีมากกว่า ในกรณีนี้ วิธีดังกล่าวจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิด เพราะว่าการที่เรานึกคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว r ออกง่ายกว่า ไม่ได้แสดงว่ามันมีจำนวนมากกว่า แต่แค่แสดงว่าการนึกคำจากอักษรตัวแรกง่ายกว่าการนึกคำจากอักษรตัวที่สาม
ในทำนองเดียวกัน บางทีการที่เรานึกบางเรื่องได้ง่ายกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย
คาห์เนมันกับทเวอร์สกีเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า “The Availability Heuristic” ซึ่งผมแปลว่า “การคิดโดยอ้างอิงความสะดวกในการนึกถึง”
ปัจจัยนี้จะเข้ามามีผลหลังจากที่คุณดูดวงเสร็จไป แล้วมานึกถึงผลการดูดวงภายหลัง สมมุติว่าหมอดูคนนั้นฝีมือตก เดาเรื่องถูกแค่ 3 ใน 10 แต่เมื่อเรามานึกในภายหลัง เราก็มักจะนึกออกแต่เรื่องที่เขาทายถูก ส่วนเรื่องที่เหลือก็คงจะหายไปจากความทรงจำ
หากใครอยากรู้ว่าหมอดูคนนั้นแม่นจริงหรือไม่ ผมขอแนะนำให้ "จด" สิ่งที่เค้าทำนายแล้วเก็บไว้ ในภายหลังย้อนกลับมาดูว่ามีตรงกี่ข้อ
ผมเชื่อว่าอนาคตของคุณขึ้นอยู่กับตัวคุณ ทำอะไรลงไปผลที่ตามมาก็ได้อย่างนั้น ถ้ามีหมอดูมาทักว่าคุณจะสอบติดที่นู่นที่นี่ แล้วดีใจ เลิกอ่านหนังสือ ไปเที่ยว ร้อยทั้งร้อยก็สอบไม่ติด
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนครับ
ปล. มันมีเป็นวิชาทางจิตวิทยาเลยนะครับเรียกว่า "cold reading"
ปล2. เวลาอ่านดวงพวกตามวันเกิดลองอ่านของวันอื่นก่อนอ่านของตัวเองดู เชื่อดิ "แม่งตรง"



LinkBack URL
About LinkBacks


ตอบพร้อมอ้างข้อความ







"
♥


BARCA'S THE BEST IN THE WORLD