10 เหตุการณ์สำคัญ: รากฐานของ บาร์เซโลน่า ในยุคปัจจุบัน (ส่วนที่ 2)
by
on 02-10-2011 at 10:36 AM (565 เปิดอ่าน)
10 เหตุการณ์สำคัญ: รากฐานของ บาร์เซโลน่า ในยุคปัจจุบัน (ส่วนที่ 2)
6. 1988: โยฮัน ครัฟฟ์ สร้างระบบเยาวชน อาแจ็กซ์ ที่ บาร์เซโลน่า
ครัฟฟ์ เดินตามรอยเท้าของท่านนายพล ด้วยการทำงานในฐานะของผู้คุมทีมให้แก่ บาร์เซโลน่า หลังจากประสบความสำเร็จในฐานะของผู้จัดการทีม อาแจ็กซ์
การหวนคืนถิ่น คัมป์ นู ของอดีตผู้เล่น บาร์เซโลน่า ในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการไหลเวียนกลับของจิตวิญญาณแห่ง โททัล ฟุตบอล เหมือนดังที่เคยเป็นในสมัยของ มิเชล ยุค 70’s รวมถึงได้นำเข้าประเพณีของ อาแจ็กซ์ ที่เรียกว่า ระบบเยาวชน
เนื่องจากกลุ่มผู้เล่นรุ่นเยาว์ของสโมสรฮอลแลนด์นั้น จะได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อเล่นให้แก่ทีมของพวกเขา ซึ่งเป็นลักษณะของการสร้างทีมขึ้นมาเอง แทนที่จะซื้อผู้เล่นของสโมสรอื่นเข้ามา
นอกจากนี้ กลุ่มผู้เล่นอายุน้อยเหล่านี้ ยังได้รับการปลูกฝังปรัชญาการเล่นในรูปแบบของ โททัล ฟุตบอล ตั้งแต่พวกเขายังเด็ก รวมถึงพวกเขายังสามารถพัฒนาแนวทางการเล่นนี้ต่อมาในระดับของ ผู้เล่นเยาวชน, ทีมสำรอง และทีมชุดหลัก ตามลำดับ
ด้วยความคิดที่ว่า ทุกทีมที่อยู่ในระบบจะต้องเล่นด้วยปรัชญาการเล่นรูปแบบเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่ ครัฟฟ์ นำขึ้นเครื่องบินจากประเทศฮอลแลนด์เข้าสู่แคว้นคาตาลันพร้อมกับตัวเขา
ผู้เล่นคนแรกที่มาพร้อมด้วยพรสวรรค์ตามแนวคิดนี้ น่าจะเป็น เป็บ กวาร์ดิโอล่า อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเมื่อครั้งอดีตยังส่งผลถึงกลุ่มผู้เล่นในยุคปัจจุบัน ด้วยผู้เล่นอย่าง ฟาเบรกัส, ปิเก้ และ เมสซี่ แนวคิดนี้จึงเรียกได้ว่า สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
ปัจจุบันนี้ ในแต่ละปีที่ผ่านมา เราสามารถพบเห็นกลุ่มผู้เล่นที่มากด้วยคุณภาพจาก ลา มาเซีย อยู่ใน 11 ผู้เล่นคนแรกของทีมเป็นประจำอย่างน้อย 2-3 คนเสมอ
ความดีความชอบทั้งหมดนี้ ขอมอบแด่ โยฮัน ครัฟฟ์
7. 1992: ครัฟฟ์ และ ดรีมทีม ได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรก
ในปี 1992 ทีมของ ครัฟฟ์ เพิ่งจะเข้าชิง ยูโรเปี้ยน คัพ เป็นครั้งแรก ด้วยการพบกับ ซามโดเรีย ในขณะที่คู่แข่งตลอดกาลของพวกเขาอย่าง มาดริด ได้ถ้วยนี้ไปครอบครองถึง 6 ครั้งแล้ว
ด้วยลูกฟรีคิกที่สุดแสนจะมหัศจรรย์ของ โรนัลด์ คูมัน ที่ทำให้ตาข่ายของ ซามโดเรีย เกิดอาการสั่นไหว ทำให้ บาร์เซโลน่า ได้สัมผัสกับถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ เป็นครั้งแรก
ไม่เพียงเท่านี้ ในยุคสมัยที่ ครัฟฟ์ ทำหน้าที่กุนซือ ให้แก่ทีม บาร์เซโลน่า เขาน่าจะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้อีกครั้ง หากไม่เกิดเหตุการณ์หักปากกาเซียนขึ้น ด้วยการพ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 0-4 ต่อทีม มิลาน ภายใต้การคุมทีมของ อาร์ริโก้ ซาคคี่ ที่ เอเธนส์ ในปี 1994
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งแรกในเวทีที่ทรงเกียรตินี้ ถือว่าเป็นหนึ่งก้าวสำคัญต่อการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของทีม เบลากราน่า
เดจาวูต่อ ครัฟฟ์ เหมือนดังที่ผ่านมา หากปราศจากการคุมทีมของเขา เหตุการณ์นี้คงจะไม่เกิดขึ้น
8. 2003: ลาปอร์ต้า พลาด เบ็คแฮม, นำ โรนัลดินโญ่ เข้ามาแทน
หลังจากการได้ถ้วย แชมป์เปี้ยนลีก มาครองเป็นสมัยแรก บาร์เซโลน่า ต้องนับถอยหลังนานถึง 11 ปี กว่าจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้อีกครั้ง
เหตุการณ์นี้อาจจะเรียกว่า มีต้นกำเนิดมาจากความโชคดีอย่างหนึ่ง ด้วยการที่ประธานคนใหม่ในช่วงเวลานั้นอย่าง โจน ลาปอร์ต้า ต้องการนำ เดวิด เบ็คแฮม เข้ามาสวมชุดเลือดหมูน้ำเงิน
ทุกวันนี้ชาว บาร์เซโลนิสต้า ทุกคน ล้วนแสดงความยินดีต่อ เบ็คแฮม ที่เขาไม่ได้เข้ามาเล่นให้ในถิ่น คัมป์ นู เนื่องจาก ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ได้ตัวเขาไปก่อน โดยการสะบัดลายเซ็นลงบนเช็คพร้อมตัวเลขจำนวนเงินที่สูงกว่า
ด้วยเหตุนี้ บาร์เซโลน่า จึงต้องเบนเข็มไปหาตัวทำเกมเชื้อสายบราซิลเลี่ยน ผู้มีนามว่า โรนัลดินโญ่ แทน
อย่างที่ทราบกันดีโดยไม่จำเป็นต้องมีพรายกระซิบ อดีตผู้เล่นหมายเลข 10 ผู้นี้ เป็นหนึ่งในฟันเฟืองชิ้นสำคัญ ด้วยการมอบความตื่นตาตื่นใจให้แก่สาวกกูเล่ รวมถึงช่วยผลักดันความก้าวหน้าให้แก่สโมสร
9. 2006: แชมป์เปี้ยนลีกสมัยที่ 2, ไรจ์การ์ด, เอโต้, โรนัลดินโญ่ และ เดโก้
เป็นความโชคดีของ ลาปอร์ต้า ที่สามารถคว้าตัว โรนัลดินโญ่ หลังจากที่พลาดการนำเข้าจากประเทศอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม การเซ็นสัญญากับ เดโก้, ชูลี่, เอ็ดมิลสัน, มาร์เกวซ, เบลเลตติ, ลาร์สสัน, ฟาน บอมเมล และ เอโต้ ในระหว่างปี 2003 – 2005 นับว่าเป็นการเสริมทีมที่ยอดเยี่ยมอย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยผลที่เกิดจากการเซ็นสัญญาชั้นยอดนี้ ทำให้ บาร์เซโลน่า ได้สัมผัสกับถ้วย แชมป์เปี้ยนลีก อีกครั้ง
2-1 คือ ชัยชนะที่มีต่อ อาร์เซนอล ในนัดชิงชนะเลิศปี 2006 พร้อมกับได้รับการสลักชื่อบนหลังถ้วย แชมป์เปี้ยนลีก อีกครั้ง หลังจากที่โลดแล่นอยู่บนเส้นทางสายนี้มายาวนานถึง 14 ปี พวกเขาสามารถทำให้เกิดขึ้นได้อีกครั้ง หลังจากที่ ครัฟฟ์ ทำได้ครั้งแรกที่ เวมบลีย์
10. 2011: กวาร์ดิโอล่า สานต่อเจตนารมของ ครัฟฟ์ และคว้าแชมป์ UCL สมัยที่ 3 และ 4
ในขณะนี้ กวาร์ดิโอล่า กำลังเขียนประวัติศาสตร์ด้วยตัวของเขาเอง ในยุคสมัยของ เมสซี่ และกลุ่มผู้เล่นที่มีรากฐานมาจาก ลา มาเซีย ทำให้ บาร์เซโลน่า สามารถจารึกชื่อทีมลงบนถ้วย แชมป์เปี้ยนลีก ได้ในระยะเวลาห่างกันไม่นาน ในปี 2009 และ 2011 นอกจากนี้ยังสามารถครอบครองแชมป์ ลา ลีก้า ได้อย่างต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ณ ปัจจุบันนี้ ‘เป็บ ทีม’ อยู่ในช่วงที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นได้อย่างช้าๆ ในช่วงเวลานี้ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ปรัชญาการเล่นที่ยอดเยี่ยม แลดูเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่า ความสำเร็จของทีมจะจางหายไปในเร็ววันนี้
เนื่องด้วย กวาร์ดิโอล่า รับรู้ถึงประวัติศาสตร์และตำนานของสโมสรเป็นอย่างดี รวมถึงมีความเป็นอัจฉริยะในฐานะอดีตผู้เล่นที่ถือกำเนิดมาจาก ลา มาเซีย และในฐานะของผู้จัดการทีม ทำให้เขาเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ บาร์เซโลน่า
ประกอบกับในขณะนี้ เมสซี่ ยังคงเล่นให้กับทีม ด้วยฟอร์มการเล่นของนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก ดังนั้น ชาว บาร์เซโลนิสต้า ทุกคน สามารถคาดหวังถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งที่ 11 ที่น่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้
แน่นอนว่าสถานการณ์ของ บาร์เซโลน่า ในขณะนี้ คือสิ่งหนึ่งที่พวกเรากำลังเฝ้าติดตามอยู่ทุกวัน
อย่างไรก็ตาม เราจะยังคงตามติดสถานการณ์อย่างนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ ตราบนานเท่านาน ..
Credit : Andres Ehrli (Featured Columnist) from Bleacher Report | Entertaining sports news, photos and slideshows
Translated : pysort









Email Blog Entry